

น้ำเสียที่ปล่อยมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเวลานาน ทำให้สัตว์น้ำในแควพระปรงตายเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว หลังจากการพูดคุยหารือกันเพียงไม่กี่คน ก็นำมาซึ่งการจัดประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน จากกลุ่มเล็กๆ ขายาผลสู่ 4 ตำบลในช่วงแรก ได้แก่ ต.บ้านนา ต.ย่านรี่ ต.บ่อทอง ต.วังตะเคียน และขยายมาสู่อีก 5 ตำบล ได้แก่ ต.นนทรี ต.เมืองเก่า ต.กบินทร์ ต.เขาไม้แก้ว และ ต.บ่อทอง รวมเป็น 9 ตำบลในเขต อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จนกลายเป็น “เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง” ในปี 2549
ลุ่มน้ำพระปรงตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีสายหลัก ด้านทิศเหนือติดกับ จ.นครราชสีมา ทิศใต้ติดกับ จ.ฉะเชิงเทรา ทิศตะวันออกติดกับ จ.สระแก้ว และทิศตะวันตกติดกับ จ.นครนายก มีพื้นที่รับน้ำทั้งสิ้น 2,789 ตาราง กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่มีเชื่อสายมาจากลาว บรรพบุรุษอพยพมาจากเวียงจันทร์ ใช้ภาษาลาวและภาษากลาง เดิมพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำพระปรงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมทำไร่นา พืชที่สำคัญได้แห่ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ประมาณปี 2539 พื้นที่บริเวณนี้ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จนเกิดเขตอุสาหกรรม เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นแรงงาน เกิดการขยายตัวของชุมชนมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามเข้ามาเช่น ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ผู้สูงอายุที่พึ่งตนเองไม่ได้ เด็กๆ ในชุมชนขาดการดูแล คนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปไม่มีทักษะด้านแรงาน ไม่สามารถทำงานได้ ปัญหาครอบครัวแตกแยก ความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทั้งเพื่อการผลิต การอุปโภคบริโภค และการบริการการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำนำมาซึ่งปัญหาคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำ กระทบถึงผู้ใช้น้ำตอนล่างทั้งในจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา น้ำเน่าเสียสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก ปัญหาต่างๆ เหล่านี้มีการหยิบขึ้นมาแก้ทีละปมตรงปลายเหตุ ไม่เชื่อมโยง เฉพาะปัญหามลภาวะน้ำ ไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้ามาเยียวยา จนกระทั้งคนกลุ่มหนึ่งหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน และก่อตั้งเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำพระปรง
“เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง เราทำงานกันแบบไม่มีใครเป็นหัวหน้า ไม่มีใครเป็นลูกน้อง แต่ทำงานเท่ากันหมด” นายเลื่อน บ่อจักรพันธ์ หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายกล่าวถึงรูปแบบการทำงานแบบ “เวทีนี้ไม่มีหัวหน้า”
หลังจากก่อตั้งกลุ่มได้เพียงปีเดียว สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดการความรู้โดยชุมชน ทั้งชุดความรู้ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประเพณีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดทำเป็นแผนพัฒนาสุขภาวะของคนในตำบล ทำให้รูปแบบหรือแนวทางการจัดการของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหาของพื้นที่เป็นสำคัญ และขยายผลไปสู่เรื่องการฟื้นฟูวัฒนธรรม การอนุรักษ์ป่าหัวไร่ปลายนา การฟื้นฟูป่าสาธารณะ และการจัดการปัญหาขยะในชุมชน
เครือข่ายใช้เวทีประชุมเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการทำงาน เป็นเวทีของการมีส่วนร่วมของชุมชน กระบวนการและเนื้อหาเรียบง่ายไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด เสนอความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ เวทีการมีส่วนร่วมนี้จัดขึ้นเดือนละครั้ง หมุนเวียนเป็นเจ้าภาพกันไปแต่ลพตำบล การประชุมช่วงแรกๆ จะเป็นโครงการเพื่อหาทางแก้ไข ทำให้กิจกรรมแต่ละตำบลแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและรูปแบบฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ งบประมาณในการดำเนินงานได้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ นั้นพอเพียงต่อการจัดชื่อวัสดุอุปกรณีเท่านั้น ส่วนแรงานต้องอาศัยการลงแรงของมวลสมาชิกโดยไม่มีค่าตอบแทน
การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียประสบความสำเร็จ โรงงานอุตสาหกรรมยอมร่วมมือแก้ปัญหาเริ่มจากการจ่ายค่าเสียหาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็หันมาสนใจ กลายเป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วนตั้งแต่เครือข่ายภาคประชาชน ห่วยงานรัฐ และภาคเอกชน

ความร่วมมือในลักษณะนี้กลายเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของคนในชุมชน อาทิ ต.ย่านรี มีทรัพยากรที่สำคัญ คือ ยางนา ซึ่งชุมชนอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่หัวไรปลายนา มีการเพาะชำกล้ายางนาปลูกเสริมในพื้นที่ของตนเอง สร้างศูนย์เรียนรู้ยางนา ขยายสู่ตำบลอื่นๆ ในเครือข่าย กิจกรรมฟื้นฟูป่าชุมชนและป่า สาธารณประโยชน์ที่เสื่อมโทรม ประมาณ 5,016 ไร่ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น บุญข้าวประดับดิน บุญข้าวสาก พิธีแฮกตาแฮกก่อนทำนา ที่ถูกหลงลืมจากคนรุ่นใหม่ให้กลายวิถีปฏิบัติของชุมชน หากพื้นที่ใดเกิดปัญหาก็จะนำปัญหานั้นมาพูดคุยในที่ประชุมเพื่อนาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เป็นบทเรียนให้กับเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างตำบลในการบริหารจัดการพื้นที่แบบพึ่งตนเองให้สามารถเป็นพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
การทำงานแบบฉีกตำราการบริหารจัดการ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีกำหนดบทบาทการทำงานตายตัว หรือไร้โครงสร้างการบริการแบบแนวดิ่ง อาจมีคำถามถึงความยั่งยืนแต่สมาชิกเครือข่ายก็ยืนยันว่า เครือข่ายสามารถดำเนินงานได้โดนอาศัยความร่วมมือที่มีความหลากหลายทั้งภาคีภาคพัฒนา ภาครัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน เยาวชน และภิกษุ โดยความร่วมมือจากกลุ่มเยาวชนถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นคำตอบของความยั่งยืน
กลุ่มเยาวชนรักษ์บ้านเกิด เป็นกลุ่มเยาวชนที่เมาจากเด็กๆ หลายคนในหมู่บ้านที่เข้ามาเป็นเครือข่าย เข้ามาทำงานกิจกรรมร่วมกัน อาทิ การเข้าค่ายเพื่อศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมการสืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น กิจกรรมการทำนาร่วมกับผู้ใหญ่ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานกับผู้ใหญ่ เป็นการปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ เป็นการปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น และเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของสังคมซึ่งล้วนมีบทบาทที่สำคัญที่สำให้เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงทำงานอย่างยั่งยืน
บทเรียนแรกเรื่องการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียกลายเป็นต้นแบบของการนำไปสู่การพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งเรื่องน้ำ ดิน และป่า เพื่อความสามารถในการพึ่งตนเอง
ชื่อชุมชน : เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง
หมู่ที่ 6 บ้านตลอกปลาไหล ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 25110
ประสานงาน : นายเลื่อน บ่อจักรพันธ์ (ผู้ประสานงานเครือข่าย)
โทร. 086-110-8727
ประชากร : สมาชิกครอบคลุม 9 ตำบล ประกอบด้วย ต.นนทรี ต.ย่านรี ต.วังตะเคียน ต.บ้าน นา ต.บ่อทอง ต.เมืองเก่า ต.กบินทร์ ต.เขาไม้แก้ว และ ต.วังท่าช้าง ในเขต อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
พื้นที่ป่าในชุมชน : พื้นที่ 9 ตำบล ใน อ.กบินทร์บุรี และป่าสาธารณประโยชน์ ทั้ง 9 ตำบล รวม 5,016 ไร่
ระยะเวลาในการทำงานอนุรักษ์ : ตั้งแต่ปี 2549-ปัจจุบัน
กิจกรรม :
- การอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
- ฟื้นฟูให้ความรู้เรื่องการจัดการป่านในสวนสาธารณะ
- การพลิกฟื้นวิถีวัฒนธรรมชุมชนเพื่อการพึงตนเอง
- การเฝ้าระวังและติดตามมลพิษจากโรงงาน
การบริหารจัดการ : ทำงานแบบจิตสาธารณะ ใช้หลักประชาธิปไตยแบบมีร่วมร่วม “เวทีนี้ไม่มีหัวหน้า” ใช้เวทีประชุมเป็นตัวขับเคลื่อนในการทำงานในการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลในเครือข่าย
ผลสำเร็จ
- คนในชุมชนเกิดความสามัคคีกัน
- ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นกลับคืนมา
- เป็นต้นแบบของการดำเนินงานและการจัดการปัญหาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น
- เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม
- หน่วยงานราชการ ให้ความสำคัญ และให้ความสนใจกับปีญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมากยิ่งขึ้น
บทความโดย ธีรยุทธ สายทอง
จากหนังสือ รวมผลงาน รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 12
จากหนังสือ รวมผลงาน รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 12












