

เกาะช้างเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕ได้เสด็จประพาสถึง๑๒ครั้ง (จากเสด็จประพาสทั่วประเทศจำนวน๒๔ครั้ง) และหมู่บ้านสลักคอกเป็นที่ตั้งป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของเกาะช้างมีเนื้อที่ราว๖๗๐ไร่เป็นผืนป่าที่ปกป้องการพังทลายของชายฝั่งช่วยต้านแรงปะทะของลมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนเป็นแหล่งอาหารและสมุนไพรของชาวบ้านซึ่งมี๑๑๗ครัวเรือน๔๗๓คนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงพื้นบ้านทำสวนผลไม้สวนยางและรับจ้างทั่วไป
หมู่บ้านสลักคอกถูกเรียกชื่อติดสภาพภูมิศาสตร์เพราะอ่าวสลักคอกมีลักษณะเป็นวงกลัมคล้ายคอกสัตว์ทางออกทะเลเป็นช่องแคบปากอ่าวมีเกาะแกะสลักและเป็นเกาะลิ่มจึงถูกเรียกว่าอ่าวสลักคอก
ปี๒๕๔๘นายพิทยาหอมไกรลาสและนายราชันย์ภู่ทนินนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจุดประกายให้ชาวบ้านเกิดการรวมตัวในชุมชนและตระหนักถึงการท่องเที่ยวของเกาะช้างที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมีการเข้ามาลงทุนจากนักธุรกิจบนฝั่งที่มีกำลังทุนสูงกว้านซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ชาวท้องถิ่นและการดำเนินธุรกิจที่ไม่คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีการแย่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวโดยไม่มีการดูแลรักษา

“คุณพิทยาและคุณราชันย์เริ่มแรกเข้ามาท่องเที่ยวพายเรื่อคายัคและเขียนหนังสือส่วนตัวเห็นสภาพทรัพยากรธรรมชาติท่านบอกว่าหากหมู่บ้านนี้ไม่เกิดการพัฒนาหรือรวมกลุ่มกันหรือไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจะถูกบุกรุกโดยนายทุนและนักเลงทุนต่างถิ่นเข้ามาใช้ทรัพยากรโดยไม่คำนึงถึงชุมชนดั้งเดิมท่านก็เลยมาแนะนำเสนอขายหุ้นตอนนั้นทุกคนขำและไม่ต้องการเรื่องการท่องเที่ยวมันวุ่นวายแต่ด้วยความที่ขยะมันเยอะทำแล้วขยะน่าจะหมดไปเพราะทุกคนต้องช่วยมาดูแลก็เลยต้องทำตาม” นางพัชรินทร์ผลกาจประธานกลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวบ้านสลักคอกเล่าถึงความเป็นมา
ในปีเดียวกันกลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวบ้านสลักคอกก็เกิดขึ้นหลังจากได้รับความแนะนำจากนาพิทยาและนายราชันย์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศบนเกาช้าง (ตามนโยบายรัฐบาล) กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับสมาชิกและชุมชนให้นักท่องเที่ยวและชุมชนมีส่วนร่วมในหารดูแลทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านสลักคอกเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ที่มีเอกลักษณ์
กลไกการดำเนินงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนเริ่มโดยการขายหุ้นจำนวน๒,๐๐๐หุ้นราคาหุ้นละ๑๐๐บาทเพื่อนำเงินมาลงทุนทำกิจกรรมค่ายเรือคายักในช่วงเริ่มต้นมีชาวบ้านที่เข้าสนใจร่วมลงทุนประมาณ๒๐คนจนเมื่อจบการดำเนินกิจกรรผ่านพ้นไปปีแรกมีผลกำไรแบ่งปันให้กับสมาชิกที่ร่วมลงทุนทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆสนใจเข้าร่วมลงทุนมากขึ้นต่อมาเพิ่มราคาหุ้นละ๑๒๐และเพิ่มเป็น๑๕๐บาทในปีต่อมาจนปัจจุบันมีสมาชิก๑๒๓คนกำไรที่ได้ปันผลให้สมาชิกเป็นจำนวนร้อยละ๘๐ส่วนอีกร้อยละ๒๐ใช้ในการบริหารองค์กรใช้ซ่อมแซมเรือสงเคราะห์คนชราและเด็กในชุมชนและกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่นและการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

“คุณพิทยายังบอกอีกว่าหุ้นละ๑๐๐บาทที่ลงไปตอนแรกนั้นจะกันเงินไว้ให้หากเกิดความล้มเหลวหรือขาดทุนก็จะคืนเงินตามาจำนวนที่ลงไว้ท่านบริหารตอนปีแรกหลังจากนั้นก็ปล่อยให้ชุมชนบริหารจัดการกันเองตอนนี้ก็เป็นที่ปรึกษาอย่างเดียว” ประธานกลุ่มอนุรักษ์กล่าวต่อ
ทว่าบางคนก็ไม่อยากเข้าร่วมหุ้นเพราะคิดว่าถึงไม่ร่วมก็สามารถทำกิจการตัวเองได้เรื่องนี้ทางชมรมพยายามชี้แจงเพราะต้องการพลังแห่งการมีส่วนร่วมเพราะป่าโกงกางซึ่งเป็นทรัพยากรในหมู่บ้านเป็นของทุกคนซึ่งควรได้รับการดูแลและได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน
ส่วนเรื่องการบริหารจัดการชมรมมีประธานรองประธานผู้จัดการและคณะกรรมการ๑๕คนเป็นกลุ่มคนที่คัดเลือกจากตัวแทนกลุ่มชาวบ้านครบทุกกลุ่มอาทิเช่นกลุ่มแม่บ้านกลุ่มอสม. กลุ่มเรือประมงพื้นบ้านกลุ่มชาวสวนผู้ใหญ่บ้านสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นต้นทำงานกันมาแล้ว๓ปีแต่ละปีมีการจัดการสรุปผลการดำเนินการให้สมาชิกได้รับทราบ
การดำเนินงาน๓ปีที่ผ่านมากลุ่มอนุรักษ์ได้มีโอกาสแบ่งปันให้สังคมมากขึ้นมีการปันผลกำไรเป็นเงินช่วยเหลืองานศพรายละ๕๐๐บาทมีค่าบำรุงสาธารณประโยชน์เดือนละ 500 บาทให้การสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาของหมู่บ้านเป็นต้นการตัดสินใจร่วมกิจสาธารณะนั้นจะใช้เวทีประชาคมชาวบ้านที่ร่วมกับคณะกรรมการมาร่วมคิดกันในการประชุมทุกวันที่๑๐ของเดือน
รูปแบบการจัดการด้านการท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนจากองค์กรบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์กรมหาชน) หรืออพท. ที่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงทำกันแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นตัวทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนที่นี่พยายามรักษาวิถีชมชนดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุดแม้กระทั่งการสื่อสารของชาวบ้านก็ให้มีการสื่อสารด้วยภาษามือเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้หากมีการสอนให้ชาวบ้านพูดภาษาอังกฤษกันปร๋อก็จะทำให้เป็นการขาดเสน่ห์แบบบ้านๆไป
สำหรับกิจกรรมที่ให้บริการคือการนั่งเรือชมป่าชายเลนโดยใช้ “เรือมาด” ที่เป็นพาหนะที่นักท่องเที่ยวบางคนขนานนามว่า “กอนโดล่าแห่งเกาะช้าง” มีจำนวน๗ลำเป็นการท่องเที่ยวแบบครอบครัวและเรือคายักจำนวน๑๐ลำสำหรับการท่องเที่ยวแนวผจญภัยไม่ว่าจะเรือแบบไหนก็เน้นเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวมีการทำประกันภัยอุบัติเหตุให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการ
ในส่วนค่าจ้างคนแจวเรือกลุ่มได้จัดสรรคนแจวเรือให้มีความยุติธรรมโดยให้สมาชิกลงทะเบียนผู้แจวเรือและให้มีการบริการเรียงตามลำดับที่ได้มีการลงทะเบียนไว้แล้ว
ด้านกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในช่วงแรกๆจะเป็นการร่วมใจกันเก็บขยะในป่าชายเลนทุกเดือนรวมทั้งรณรงค์ไม่ทิ้งขยะในลำคลองกลุ่มพยายามชี้ให้เห็นว่าป่าชายเลนและลำคลองเป็นบ้านของทุกคนถ้าไม่ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวก็จะไม่เข้ามาเที่ยวหลังจากเอาจริงเอาจังมาตลอด๓ปีพักหลังแทบไม่ต้องมีการเก็บขยะกันทุกเดือนแล้วเพราะไม่ค่อยมีขยะให้เห็นพอได้ทำกิจกรรมร่วมกันขยะในลำคลองหายไปเกือบ๘๐เปอร์เซ็นต์ก่อนมีชมรมฯจะเห็นได้ว่าขยะเยอะมากน้ำก็เสียเพราะชุมชนเราไม่มีถังบำบัดน้ำเสียที่จะดักน้ำก่อนปล่อยล่งสู่แหล่งธรรมชาตินอกจากนี้ป่าโกงกางจะอยู่ไม่ได้ก็เลยมีการรณรงค์เรื่องการทำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารเคมีการทำน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อใช้บำบัดและใช้อีเอ็มบอลทำเกษตรด้วยปุ๋ยชีวภาพซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนแล้วยังช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย” นางพัชรินทร์ผลกาจกล่าว

นอกจากนี้ทางชุมชนยังช่วยกันสำรวจพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อปลุกป่าเสริมเป็นบริเวณกว่า๑๐ไร่ใช้เครื่องมือจับพิกัดเพื่อกำหนดแนวป่าที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการบุกรุกและปลูกป่าเพื่อเป็นกันชนกั้นการบุกรุกทำนากุ้งมีการประชุมหารือเรื่องงานอนุรักษ์กับอีก๔หมู่บ้านคือบ้านบางเบ้าบ้านสลักเพชรบ้านสลักเพชรเหนือและบ้านแจ๊กแบ้เพื่อวางแนวทางประสานกันในการดูแลตรวจตราป่าชายเลนและป่าน้ำตกคลอง๑รวมทั้งกิจกรรมที่ร่วมกันด้วยอาทิเช่นการบวชป่าการปลุกต้นน้ำในพื้นที่บ้านสลักเพชร
ผืนป่าที่ได้รับการดูแลรักษาไม่เพียงช่วยให้ชุมชนเกิดองค์กรชาวบ้านที่สร้างความเข็มแข็งแต่ยังเป็นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้แก่การทำประมงพื้นบ้านเพื่อเป็นอาชีพหลักรายได้จากเงินปันผลในการซื้อหุ้นของกลุ่มอนุรักษ์และรายได้จากการแจวเรือมาดให้นักท่องเที่ยว
ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าอาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงชุมชนก็ไม่เป็นกังวลเพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่ปัจจัยหลักจึงไม่มีนโยบายตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นกิจกรรมที่ใหญ่โตหรือยืนยาวแต่จุดประสงค์สำคัญคือการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้ามาให้มีภูมิคุ้มกันและให้การปรับตัวอื้อต่อการรักษาทรัพยากรในพื้นที่
ไม่มีการท่องเที่ยว...ชีวิตยังอยู่สบาย
ไม่มีป่าชายเลน...ไม่มีชีวิตใดอยู่รอด
ชื่อชุมชน : กลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวบ้านสลักคอก 25/5 บ้านสลักคอกต.เกาะช้างใต้อ.เกาะช้างจ.ตราด 23170
ผู้ประสานงาน : นางพัชรีผลกาจ (ประธานกลุ่ม) โทร. 084 362 5091
จำนวนประชากร : 177 ครัวเรือน 473 คนสมาชิกกลุ่ม 123 คน
พื้นที่อนุรักษ์ : ปาชายเลนสลักคอกจำนวน 670 ไร่
ระยะเวลาในการอนุรักษ์ : ปี2548-ปัจจุบัน
กิจกรรม :
- จัดตั้งกลุ่มเพื่อให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่กับการอนุรักษ์
- ใช้ระบบหุ้นเป็นกลไกมรการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน
- ให้บริการนักท่องเที่ยวที่เอ้ต่อระบบนิเวศเช่นการใช้เรือมาดและเรือคายักที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์
- ร่วมใจกันเก็บขยะเพื่อป่าชายเลนกันทุกเดือนและรณรงค์การไม่ทิ้งขยะในลำคลอง
- จุลินทรีย์บอลเพื่อบำบัดน้ำเสียทำปุ๋ยชีวภาพรณรงค์ทำเกษตรปลอดสารเคมี
- สำรวจพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและปลูกป่าเพื่อฟื้นฟู
- กำหนดพิกัดป่าให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการบุกรุกและปลุกป่าเป็นแนวกันชนป้องกันนากุ้งรุกล้ำ
- ประชุมกับหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อจัดการกิจกรรมอนุรักษ์ในรูปแบบเครือข่ายอาทิเช่นการปลุกป่าต้นน้ำการบวชป่า
การบริการจัดการ : มีประธานรองประธานผู้จัดการและมีกาตั้งคณะกรรมการ 15 คนที่คัดเลือกจากตัวแทนกลุ่มชาวบ้านครบทุกกลุ่ม
ผลสำเร็จ
- ป่าชายเลนพื้นที่ 670 ไร่ได้รับการดูแลรักษาให้เป็นสมบัติของส่วนรวมและทำอาชีพประมงท้องถิ่นไม่ให้สุญหายลดปัญหาเรือเครื่องที่วิ่งในป่าชายเลนทำให้ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ขึ้น
- ชุมชนเรียนรู้เรื่องการใช้หลักการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นเการะป้องกันการท่องเที่ยวเชิงสุขนิยมจากภายนอกและมีรายได้เสริมจากการให้บริการเรือนำเที่ยว
- ชุมชนเรียนรู้เรื่องการวางระบบเศรษฐกิจชมชนตามหลักสหกรณ์หรือระบบหุ้นและนำรายได้มาแบ่งปันเพื่อกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และสาธารณประโยชน์












