
“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ได้รับเลือกด้วยเสียงเอกฉันท์ให้เป็น “ประธานคณะกรรมการ”คนใหม่ เน้นยุทธศาสตร์ “สัมมาชีพเต็มพื้นที่” ใน“ตำบล”ทั่วไทย วางเป้าหมายสร้างชุมชนเข้มแข็ง
.jpg)
.jpg)
มูลนิธิสัมมาชีพจัดการประชุมสามัญประจำปี 2555 ขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้น เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มี ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิเป็นประธานในที่ประชุม
ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์ ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเสนอให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการมูลนิธิคนใหม่ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบด้วยเสียงเอกฉันท์
มูลนิธิสัมมาชีพดำเนินงานมาครบ 3 ปี ศ.น.พ.ประเวศ ดร.สมคิด และดร.สำราญ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนสำคัญ เมื่อ ดร.สำราญ เป็นประธาน ฯ คนแรกได้ผลักดันการดำเนินงานของมูลนิธิฯมาตลอด จึงลาออกเพื่อพักผ่อน
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการและผู้อำนวยการโครงการอบรมผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า การอบรมผู้นำฯ 2 รุ่น ขณะนี้กำลังอบรมรุ่นที่ 3 มีผู้เข้าอบรม 150 คน เมื่อรวมทั้ง 3 รุ่นรวมทั้งหมด 500 คน โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้ไปเคลื่อนไหวให้เกิดประโยชน์ทางสังคม
ยุทธศาสตร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เน้นการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้ฐาน “ตำบล” เป็นแกนทำกิจกรรม “สัมมาชีพโมเดล” โดยบูรณาการพลังชุมชนจัดการตนเอง องค์กรปกครองท้องถิ่น และมูลนิธิสัมมาชีพ มาร่วมกันผลักดัน
ขั้นตอนการสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เริ่มจากหาข้อมูลชุมชนเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของชุมชน จากนั้นเชื่อมต่อหาการสนับสนุนโดยดึงธุรกิจเอกชนมาร่วมงานเพื่อให้เกิดการถ่ายทอด ร่วมมือในกระบวนการจัดการจนเกิดบูรณาการไปสู่ 1 ตำบล 1 บริษัท แต่ทั้งหมดต้องเกิดจากตัวของชุมชน
.jpg)
ศ.น.พ.ประเวศ ผู้ผลักดันแนวคิดสัมมาชีพเต็มที่ กล่าวสนับสนุนยุทธศาสตร์ของมูลนิธิว่า เป็นวิถีการดำเนินอาชีพไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สิ่งแวดล้อม และต้องมีรายจ่ายที่น้อยกว่ารายได้ จึงจะทำให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขอย่างมั่นคง
“สังคมจะร่มเย็นเป็นสุขตามแบบสัมมาชีพไปไกลกว่าการปฏิวัติของประชาชน เพราะสัมมาชีพบริหารจัดการโดยชุมชนได้ ซึ่งทำให้รากฐานของประเทศเข้มแข็ง”
.jpg)
ดร.สมคิด ประธานคณะกรรมการคนใหม่ กล่าวในที่ประชุมว่า ภาคประชาชนมีความสำคัญมาก ภาคประชาชนคือ ประชาชนกับเอกชน ถ้าอ่อนแอจะทำให้สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอ่อนแอตามไปด้วย ดังนั้นถ้าทำให้ภาคประชาชนเกื้อกูลกันได้ สังคมจะมีความแข็งแรงมาก และจะทำให้ภาคอื่นแข็งแรงด้วย
“การสร้างกิจการเพื่อสังคมเป็นงานที่ยากมาก เพราะธุรกิจคำนึงถึงตัวเองเป็นหลัก ถ้าธุรกิจหลักทรัพย์มาร่วมการสร้างกับชุมชนจะดี ในธุรกิจตลาดหลักทรัพย์มีกำไรปีละ 500,000 ล้านบาท ถ้านำมาสร้างโครงการ CSR ดีๆสักโครงการจะเกิดประโยชน์มาก” ดร.สมคิด กล่าว
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)










