วันศุกร์, ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ๑๒:๐๐

BOI Fair

Written by 
Rate this item
(0 votes)

การสนับสนุนการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ในการพัฒนาเศรษฐกิจของปรเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มที่ยากจนหรือกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วนั้น ส่วนใหญ่ต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment หรือ FDI) ดังนั้นในการที่จะดึงดูดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องมีสิทธิประโยชน์ที่ดีพอเพื่อให้ต่างชาคิเห็นว่าถ้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เขาจะได้ประโยชน์ที่ดีกว่าที่จะไปลงทุนที่อื่น สำหรับสิทธิประโยชน์เหล่านี้อาจเป็น การยกเว้นหรือการลดภาษีการนำเข้าวัตุดิบ การยกเว้นหรือลดภาษีนิติบุคคล การให้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับวีซ่าในการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาสอนหรือทำงานในประเทศไทย ฯลฯ

ในยุคแรกๆของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเกือบทั้งหมด แต่ต่อมารัฐบาลได้มีเป้าหมายให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนสินค้าอุตสาหกรรม เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าก่อน ต่อมาจึงสนับสนุนให้ผลิตเพื่อการส่งออกด้วย ประมาณต้นทศวรรษ 1980 เกิดวิกฤตน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนเนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยอาศัยแรงงานที่ถูก หรือต้นทุนอื่นๆ เช่น ราคาที่ดิน ต้นทุนการจัดการตลอดจนสิทธิประโยชน์อื่นๆ

เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเกิดแรงจูงใจในการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลในยุคสมัยจอมพล ป พิบูลย์สงคราม จึงได้ออกกฏหมายเพื่อการส่งเสริมการลงทุนประมาณก่อนปี 2497 และกฏหมายนี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ทั้งของประเทศไทยและของโลก โดยกำหนดให้เป็นสำนักงานและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการพิจารณาสิทธิประโยชน์เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับผู้ลงทุนตลอดจนเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการพัฒนา นอกจากนั้นคณะกรรมการยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการวางแผนการกำหนดเขตพื้นที่อุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรและโครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาพื้นที่

ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ปี

2553 p                        

2552 p

2551 p

 

 

 

 

 

 

 

ดุลการค้า

439,600

669,119

-14,266

 

 

 

 

 

 

 

ปี

2550

2549

2548

2547

2546

2545

2544

2543

2542

2551

ดุลการค้า

439,081

34,324

-326,747

58,793

155,587

118,224

110,951

217,442

349,918

503,129

ปี

2540

2539

2538

2537

2536

2535

2534

2533

2532

2531

ดุลการค้า

-84,765

-417,647

-373,791

-226,782

-221,675

-205,380

-247,263

-255,136

-140,176

-101,251

ปี

2530

2529

2528

2527

2526

2525

2524

2523

 

 

ดุลการค้า

-44,128

-15,099

-62,468

-69,439

-89,237

-36,137

-65,782

-57,985  

 

 

 

ถ้าจะวิเคราะห์ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คงต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากบทบาทและหน้าที่หลักของสำนักงาน คือการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยดูจากการส่งออก การนำเข้าและดุลการค้า ซึ่งอยากพิจารณาออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรกประมาณปี 2520-2530 ช่วงที่สองประมาณ 2530-2540 และช่วงที่สามประมาณ 2540-2554

 

                                        2          3

                                                             4

 

ช่วงทศวรรษ 2523-2530

เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

ช่วงทศวรรษ 2531-2540

เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตที่เน้นเพื่อการส่งออกและสนับสนุนให้เกิดการผลิตในลักษณะเป็นห่วงลูกโซ่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในประเทศให้มากที่สุดตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการผลิตสินค้าอุปกรณ์เพื่อให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนเป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ (ความจริงมีปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลกระทบมากกว่าเช่นความผิดพลาดในการบริหารด้านการเงิน ทำให้เกิดการกู้จากต่างประเทศผ่านระบบ BIBF เกินตัว ซึ่งเป็นการกู้เงินการบริโภคมากกว่าที่จะใช้ในการลงทุนเพื่อการสร้างงานสร้างผลผลิต) จนส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

ช่วงทศวรรษ 2541-2553

หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปรับค่าเงินบาทอย่างรุนแรง มีการปิดสถาบันการเงิน เงินสำรองระหว่างประเทศถูกนำไปป้องกันค่าเงินบาทจนไม่มีเหลือ รัฐบาลในยุคสมัยนั้นต้องเข้าช่วยเหลือจนกระทั่งทำให้กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงินมีหนี้สินกว่า 1.4 ล้านๆ รัฐบาลต้องออกพันธบัตรช่วยจ่ายดอกเบี้ย แม้เวลาผ่านไปประมาณ 14 ปี กองทุนฟื้นฟูยังมีหนี้สินคงค้างถึง 1.14 ล้านๆบาท เกิดเป็นประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่นี้

อย่างไรก็ตามแม้ประเทศจะประสบผลวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการลดลงของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนจากภาครัฐ และการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของประเทศก็ยังสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกของประเทศและการท่องเที่ยวได้รับการยอมรับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจเดียวที่ช่วยฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลพยายามผลักดันภาคการส่งออกจนทำให้ประเทศมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นขณะที่การนำเข้าลดลง เป็นผลให้ดุลการค้าของไทยเกินดุลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541-2553 อาจเกินการขาดดุลบ้างเพราะผลจากความวุ่นวายในประเทศ ดูผลได้จากตารางข้างต้น

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผลงานของสำนักงานการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในหลายประเด็น เช่น

  • สามารถพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมจนมีส่วนช่วยทำให้เกิดการสะสมทุนจากดุลการค้าระหว่างประเทศจนทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าสูงถึงกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • บทบาทในการเสริมสร้างและสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญๆของโลกหลายอย่าง เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นต้น พิสูจน์ได้จากผล  จากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายๆแห่งในโลกเกิดความผันผวนเพราะขาดชิ้นส่วนการผลิต หรือเกิดปัญหาการส่งมอบสินค้าสำเร็จรูป
  • บทบาทในการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทย
  • บทบาทในการช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้กับคนไทย แต่การที่ประเทศไทยไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีได้เร็วเพราะไม่สามารถพัฒนาพื้นฐานการศึกษาไทยได้ในอัตราที่เร็วพอกับเทคโนโลยีจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ฐานผลิตในประเทศไทย
  • อย่างไรก็ตาม BOI อาจต้องประเมินด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมานั้นมีปัญหาและอุปสรรคอย่างใด การทำหน้าที่ของ BOI มีปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิผลซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไทย

                                                               5

             6                                                7

                                                             8

 

การจัดงาน BOI Fair

 

             แม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะก่อตั้งมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 จนถึงปัจจุบันคิดเป็นเวลานานถึง 58 ปี แต่ผลงานของส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไม่ได้รับทราบจากสังคมมากนัก เพราะการจัดตั้งผ่านมาเกือบ 60 ปี BOI ได้จัดงานเพื่อให้สังคมได้มีส่วนรับรู้ถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเพียง 3 ครั้ง

 

            ครั้งที่หนึ่ง จัดขึ้นที่แหลมฉบัง ศรีราชา บนพื้นที่ 400 ไร่ เป็นระยะเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์2438 ภายใต้แนวคิดว่า “ก้าวไกล ไทยทำ” หรือ “Thailand Moves Ahead” โดยได้เชิญบริษัทและองค์กรต่างๆ 344 แห่งทั่วโลกมาร่วมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศได้เห็นขีดความสามารถและศักยภาพในการผลิตอุตสาหกรรมของไทย

 

           ครั้งที่สอง จัดขึ้นที่เมืองทองธานี นนทบุรี ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่นประเทศไทย บีโอไอ แฟร์ 2000” หรือ “Confidence in Thailand, BOI Fair 2000” ซึ่งตัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-13 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อจุดประกายและฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในประเทศไทยหลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2540 รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงทรงพระชนมายุครบ 72 พรรษาในปี 2542 งานนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทชั้นนำต่างๆ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กรวมทั้งสิ้นกว่า 800 บริษัท รวม 72 พาวิลเลี่ยนในการแสดงศักยภาพการผลิต การพัฒนาสินค้า รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งการแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีความหลากหลายและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า

 

         ครั้งที่สาม จัดขึ้นที่เมืองทองธานี บนพื้นที่ 240,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “โลกสดใส ไทยยั่งยืน บีโอไอแฟร์ 2011” หรือ “Going Green for The Future” ระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ในงานนี้เป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ตลอดจนแสดงให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมต่างๆโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเสมือนพันธสัญญา (Green Commitment) ของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

 

        จะเห็นได้ว่าในการจัดงานทั้งสามครั้ง แต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานในครั้งที่สามนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมากขึ้น เช่นภาคการเกษตรจะพิจารณาถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “อาหารปลอดภัย” ภาคอุตสาหกรรมคำนึงถึงกระบวนการที่จะช่วยลดแก๊สเรือนกระจกซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดปัญหา “โลกร้อน” เช่น โครงการ “บ้านโซล่าเซลล์” โครงการ “Eco Cars” โครงการ “(Zero Emission Cars” รถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่รวมทั้งแนวคิดการสร้างสถานีการ “Recharge Battery”

 

BOI Fair 2011

 

ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2555 เกิดความรู้สึกประทับใจและความแปลกใจควบคู่กัน จะขอวิจารณ์ถึงความประทับใจก่อนแล้วกันนะครับ

 

ความประทับใจ

 

        อาคารแสดงงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลงานที่แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของนักวิจัยไทยมีมากน้อยเพียงใด ถ้าหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลักให้มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แล้วสนับสนุนการวิจัยและพัฒนามากขึ้นโดยวิถีแนวทางแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยอาจเห็นปรากฏการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีแบบอย่างมาแล้วแบบ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีน
       งานแสดงการพัฒนาถึงเทคโนโลยีรถยนต์ในอนาคต จะเห็นว่าค่ายรถยนต์โดยเฉพาะญี่ปุ่นได้พัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Engines) รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า (Zero Emission Vehicles) และรถยนต์ทีใช้เชื้อเพลิงแบบผสม คือใช้ได้ทั้งระบบน้ำมันปกติและใช้ไฟฟ้า (Hybrid Fuel Vehicles) นอกจากนั้นยังแสดงถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และสถานีสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ในอนาคต
       บ้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันไม่ไกลนัก จะเป็นบ้านที่ประหยัดและปกป้องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันอาจยังมีปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ถ้าหากสามารถพัฒนาให้เซลล์แสงอาทิตย์หรือพัฒนาระบบให้เกิดประสิทธิภาพได้ดีขึ้น และถ้าหากมีปริมาณการใช้มากขึ้น ต้นทุนจะลดลงมากจนพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นของปกติที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับการใช้น้ำมันในปัจจุบัน

 

ยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกมาก เอาไว้เขียนต่อนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพัฒนาเทคโนโลยีจากกลุ่มเครื่องไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์

 

ความแปลกใจ

 

         แปลกแต่จริง งาน “BOI Fair” เป็นงานแสดงสุดยอดเทคโนโลยีที่แสดงในประเทศไทย งานนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าดูมาก ได้มีโอกาสเห็นสินค้าอนาคตทั้งใกล้และไกล แนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีโอกาสให้คิดถึงศักยภาพของงานวิจัยและพัฒนาที่เป็นของไทยจริงๆ ปกติแล้วถ้าจะได้เห็นเทคโนโลยีระดับโลกนี้หรือดีกว่านี้ คงต้องไปดูที่ ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา แต่ปรากฏว่างาน “BOI Fair” กลับมีคนสนใจน้อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ 1.ประชาสัมพันธ์น้อยไป 2.การอธิบายไม่พอทำให้ไม่เข้าใจเลยคิดว่าสู้ “มอเตอร์โชว์” หรือ “Electronic Expo” ก็ไม่ได้ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่นๆก็ไม่ทราบเหมือนกัน อยากให้นายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ความสนใจบ้างครับจะได้ให้โอกาส BOI ประชาสัมพันธ์ผ่านทีวี โดย BOI ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านโฆษณามากเกินไป และอาจมีส่วนกระตุ้นให้คนไทยสนใจเทคโนโลยีระดับโลกมากขึ้นก็ได้ ช่วยๆกันปลุกระดมให้เกิดความสนใจกันหน่อยเถอะครับของดีที่มีประโยชน์แบบนี้ไม่ใช่จะมีโอกาสได้เห็นกันบ่อยๆนะครับ

 

         ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นเสมือนภาคเศรษฐกิจย่อยหลักของประเทศ แต่ขาดการแสดงให้เห็นขีดความสามารถในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารและภาคการเกษตรที่ให้เกิดความน่าเชื่อถือในเรื่องอาหารปลอดภัยและอาหารอินทรีย์ซึ่งเป็นแนวโน้มความต้องการใหม่ของโลก ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารและแหล่งส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก

 

ข้อเสนอแนะ

 

         ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลุ่มอิเลคทรอนิคและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จนไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิตจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนเวลาและสภาพระดับการพัฒนาของประเทศ เช่นเดียวกับภาคสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอดีต แต่ปัจจุบันกลับเป็นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์และกลุ่มยานยนต์ ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนควรให้การสนับสนุนเพื่อการขยายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของไทยมากขึ้น ซึ่งอยากนำเสนอเพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้

 

  •     อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับศิลปและวัฒนธรรมไทย เช่น อุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยที่มีการส่งเสริมศิลปและวัฒนธรรม ภาพยนต์สารคดี ดนตรี เป็นต้น
  •     อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการแพทย์ เช่น Bio-Engineering Technology, Stem Cell หรือ Genetic Therapy
  •     อุตสาหกรรม Soft Ware
  •     Foreign Technologists and Specialists สำหรับทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตาสหกรรมไทย

 

 สรุป

 

         งาน “BOI Fair” ได้แสดงถึงผลงานของ BOI ที่ผ่านมาว่าเกิดผลลัพภ์ต่อผลประโยชน์ของประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลของดุลการค้าระหว่างประเทศในช่วงระยะเวลาประมาณ 30 ปีและจากงานแสดงการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในอนาคตอันใกล้และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตที่เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ตลอดจนแสดงให้เห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมีการผลิตที่สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังทำให้เห็นภาพภาคการผลิตแนวคิดการผลิตเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยได้อย่างดี

ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสัมมาชีพ

เว็บไซต์ www.creativevill.com

link : http://www.creativevill.com/?p=4257


Last modified on วันจันทร์, ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ๑๕:๔๒

 

มูลนิธิสัมมาชีพ : เลขที่ ๕๗๓/๘ ซอยรามคำแหง ๓๙ (แยกศรีวรา) ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๑๐

ติดต่อมูลนิธิสัมมาชีพ โทรศัพท์ : ๐-๒๙๓๖๖๖๑๓  โทรสาร : ๐-๒๙๓๖-๖๖๑๔
Email : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Networks

  • ice cream
  • SME
  • ชี้ช่องทางรวย
  • ชุมทางอาชีพ
  • ตั้งตัว
  • Matichon Academy
  • ไม่ลองไม่รู้
  • เส้นทางทำมาหากิน
  • เส้นทางเศรษฐี
  • โอกาสธุรกิจแฟรนไชส์
  • LOGO SMEsPlus