
ในยุคแรกๆของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเกือบทั้งหมด แต่ต่อมารัฐบาลได้มีเป้าหมายให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนสินค้าอุตสาหกรรม เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าก่อน ต่อมาจึงสนับสนุนให้ผลิตเพื่อการส่งออกด้วย ประมาณต้นทศวรรษ 1980 เกิดวิกฤตน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนเนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยอาศัยแรงงานที่ถูก หรือต้นทุนอื่นๆ เช่น ราคาที่ดิน ต้นทุนการจัดการตลอดจนสิทธิประโยชน์อื่นๆ
เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเกิดแรงจูงใจในการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลในยุคสมัยจอมพล ป พิบูลย์สงคราม จึงได้ออกกฏหมายเพื่อการส่งเสริมการลงทุนประมาณก่อนปี 2497 และกฏหมายนี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ทั้งของประเทศไทยและของโลก โดยกำหนดให้เป็นสำนักงานและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการมีหน้าที่หลักในการพิจารณาสิทธิประโยชน์เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับผู้ลงทุนตลอดจนเพื่อกำหนดทิศทางเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการพัฒนา นอกจากนั้นคณะกรรมการยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการวางแผนการกำหนดเขตพื้นที่อุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรและโครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาพื้นที่
ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
|
ปี |
2553 p |
2552 p |
2551 p |
|
|
|
|
|
|
|
|
ดุลการค้า |
439,600 |
669,119 |
-14,266 |
|
|
|
|
|
|
|
|
ปี |
2550 |
2549 |
2548 |
2547 |
2546 |
2545 |
2544 |
2543 |
2542 |
2551 |
|
ดุลการค้า |
439,081 |
34,324 |
-326,747 |
58,793 |
155,587 |
118,224 |
110,951 |
217,442 |
349,918 |
503,129 |
|
ปี |
2540 |
2539 |
2538 |
2537 |
2536 |
2535 |
2534 |
2533 |
2532 |
2531 |
|
ดุลการค้า |
-84,765 |
-417,647 |
-373,791 |
-226,782 |
-221,675 |
-205,380 |
-247,263 |
-255,136 |
-140,176 |
-101,251 |
|
ปี |
2530 |
2529 |
2528 |
2527 |
2526 |
2525 |
2524 |
2523 |
|
|
|
ดุลการค้า |
-44,128 |
-15,099 |
-62,468 |
-69,439 |
-89,237 |
-36,137 |
-65,782 |
-57,985 |
|
|
ถ้าจะวิเคราะห์ผลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คงต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นจากบทบาทและหน้าที่หลักของสำนักงาน คือการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยดูจากการส่งออก การนำเข้าและดุลการค้า ซึ่งอยากพิจารณาออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรกประมาณปี 2520-2530 ช่วงที่สองประมาณ 2530-2540 และช่วงที่สามประมาณ 2540-2554


ช่วงทศวรรษ 2523-2530
เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
ช่วงทศวรรษ 2531-2540
เป็นช่วงเวลาที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตที่เน้นเพื่อการส่งออกและสนับสนุนให้เกิดการผลิตในลักษณะเป็นห่วงลูกโซ่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในประเทศให้มากที่สุดตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการผลิตสินค้าอุปกรณ์เพื่อให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นประเทศจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนทั้งวัตถุดิบและเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนเป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ (ความจริงมีปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลกระทบมากกว่าเช่นความผิดพลาดในการบริหารด้านการเงิน ทำให้เกิดการกู้จากต่างประเทศผ่านระบบ BIBF เกินตัว ซึ่งเป็นการกู้เงินการบริโภคมากกว่าที่จะใช้ในการลงทุนเพื่อการสร้างงานสร้างผลผลิต) จนส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ช่วงทศวรรษ 2541-2553
หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปรับค่าเงินบาทอย่างรุนแรง มีการปิดสถาบันการเงิน เงินสำรองระหว่างประเทศถูกนำไปป้องกันค่าเงินบาทจนไม่มีเหลือ รัฐบาลในยุคสมัยนั้นต้องเข้าช่วยเหลือจนกระทั่งทำให้กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาสถาบันการเงินมีหนี้สินกว่า 1.4 ล้านๆ รัฐบาลต้องออกพันธบัตรช่วยจ่ายดอกเบี้ย แม้เวลาผ่านไปประมาณ 14 ปี กองทุนฟื้นฟูยังมีหนี้สินคงค้างถึง 1.14 ล้านๆบาท เกิดเป็นประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่นี้
อย่างไรก็ตามแม้ประเทศจะประสบผลวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการลดลงของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนจากภาครัฐ และการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของประเทศก็ยังสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกของประเทศและการท่องเที่ยวได้รับการยอมรับว่าเป็นภาคเศรษฐกิจเดียวที่ช่วยฟื้นฟูประเทศ รัฐบาลพยายามผลักดันภาคการส่งออกจนทำให้ประเทศมีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นขณะที่การนำเข้าลดลง เป็นผลให้ดุลการค้าของไทยเกินดุลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541-2553 อาจเกินการขาดดุลบ้างเพราะผลจากความวุ่นวายในประเทศ ดูผลได้จากตารางข้างต้น
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าผลงานของสำนักงานการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในหลายประเด็น เช่น
- สามารถพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมจนมีส่วนช่วยทำให้เกิดการสะสมทุนจากดุลการค้าระหว่างประเทศจนทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าสูงถึงกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
- บทบาทในการเสริมสร้างและสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญๆของโลกหลายอย่าง เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นต้น พิสูจน์ได้จากผล จากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายๆแห่งในโลกเกิดความผันผวนเพราะขาดชิ้นส่วนการผลิต หรือเกิดปัญหาการส่งมอบสินค้าสำเร็จรูป
- บทบาทในการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทย
- บทบาทในการช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้กับคนไทย แต่การที่ประเทศไทยไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีได้เร็วเพราะไม่สามารถพัฒนาพื้นฐานการศึกษาไทยได้ในอัตราที่เร็วพอกับเทคโนโลยีจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ฐานผลิตในประเทศไทย
- อย่างไรก็ตาม BOI อาจต้องประเมินด้วยตนเองว่า ผลงานที่ผ่านมานั้นมีปัญหาและอุปสรรคอย่างใด การทำหน้าที่ของ BOI มีปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประสิทธิผลซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไทย



การจัดงาน BOI Fair
แม้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจะก่อตั้งมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 จนถึงปัจจุบันคิดเป็นเวลานานถึง 58 ปี แต่ผลงานของส่งเสริมการลงทุนของ BOI ไม่ได้รับทราบจากสังคมมากนัก เพราะการจัดตั้งผ่านมาเกือบ 60 ปี BOI ได้จัดงานเพื่อให้สังคมได้มีส่วนรับรู้ถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเพียง 3 ครั้ง
ครั้งที่หนึ่ง จัดขึ้นที่แหลมฉบัง ศรีราชา บนพื้นที่ 400 ไร่ เป็นระยะเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 17-28 กุมภาพันธ์2438 ภายใต้แนวคิดว่า “ก้าวไกล ไทยทำ” หรือ “Thailand Moves Ahead” โดยได้เชิญบริษัทและองค์กรต่างๆ 344 แห่งทั่วโลกมาร่วมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าในกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศได้เห็นขีดความสามารถและศักยภาพในการผลิตอุตสาหกรรมของไทย
ครั้งที่สอง จัดขึ้นที่เมืองทองธานี นนทบุรี ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่นประเทศไทย บีโอไอ แฟร์ 2000” หรือ “Confidence in Thailand, BOI Fair 2000” ซึ่งตัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-13 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อจุดประกายและฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในประเทศไทยหลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในช่วงปี 2540 รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงทรงพระชนมายุครบ 72 พรรษาในปี 2542 งานนี้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทชั้นนำต่างๆ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กรวมทั้งสิ้นกว่า 800 บริษัท รวม 72 พาวิลเลี่ยนในการแสดงศักยภาพการผลิต การพัฒนาสินค้า รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งการแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีความหลากหลายและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า
ครั้งที่สาม จัดขึ้นที่เมืองทองธานี บนพื้นที่ 240,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “โลกสดใส ไทยยั่งยืน บีโอไอแฟร์ 2011” หรือ “Going Green for The Future” ระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ในงานนี้เป็นการแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต ตลอดจนแสดงให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมต่างๆโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเสมือนพันธสัญญา (Green Commitment) ของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
จะเห็นได้ว่าในการจัดงานทั้งสามครั้ง แต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานในครั้งที่สามนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยมากขึ้น เช่นภาคการเกษตรจะพิจารณาถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “อาหารปลอดภัย” ภาคอุตสาหกรรมคำนึงถึงกระบวนการที่จะช่วยลดแก๊สเรือนกระจกซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดปัญหา “โลกร้อน” เช่น โครงการ “บ้านโซล่าเซลล์” โครงการ “Eco Cars” โครงการ “(Zero Emission Cars” รถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้แบตเตอรี่รวมทั้งแนวคิดการสร้างสถานีการ “Recharge Battery”
BOI Fair 2011
ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2555 เกิดความรู้สึกประทับใจและความแปลกใจควบคู่กัน จะขอวิจารณ์ถึงความประทับใจก่อนแล้วกันนะครับ
ความประทับใจ
อาคารแสดงงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลงานที่แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของนักวิจัยไทยมีมากน้อยเพียงใด ถ้าหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลักให้มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แล้วสนับสนุนการวิจัยและพัฒนามากขึ้นโดยวิถีแนวทางแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยอาจเห็นปรากฏการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีแบบอย่างมาแล้วแบบ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และกำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีน
งานแสดงการพัฒนาถึงเทคโนโลยีรถยนต์ในอนาคต จะเห็นว่าค่ายรถยนต์โดยเฉพาะญี่ปุ่นได้พัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Engines) รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า (Zero Emission Vehicles) และรถยนต์ทีใช้เชื้อเพลิงแบบผสม คือใช้ได้ทั้งระบบน้ำมันปกติและใช้ไฟฟ้า (Hybrid Fuel Vehicles) นอกจากนั้นยังแสดงถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และสถานีสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ในอนาคต
บ้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันไม่ไกลนัก จะเป็นบ้านที่ประหยัดและปกป้องสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันอาจยังมีปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ถ้าหากสามารถพัฒนาให้เซลล์แสงอาทิตย์หรือพัฒนาระบบให้เกิดประสิทธิภาพได้ดีขึ้น และถ้าหากมีปริมาณการใช้มากขึ้น ต้นทุนจะลดลงมากจนพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นของปกติที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับการใช้น้ำมันในปัจจุบัน
ยังมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีกมาก เอาไว้เขียนต่อนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานพัฒนาเทคโนโลยีจากกลุ่มเครื่องไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์
ความแปลกใจ
แปลกแต่จริง งาน “BOI Fair” เป็นงานแสดงสุดยอดเทคโนโลยีที่แสดงในประเทศไทย งานนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าดูมาก ได้มีโอกาสเห็นสินค้าอนาคตทั้งใกล้และไกล แนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีโอกาสให้คิดถึงศักยภาพของงานวิจัยและพัฒนาที่เป็นของไทยจริงๆ ปกติแล้วถ้าจะได้เห็นเทคโนโลยีระดับโลกนี้หรือดีกว่านี้ คงต้องไปดูที่ ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา แต่ปรากฏว่างาน “BOI Fair” กลับมีคนสนใจน้อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ 1.ประชาสัมพันธ์น้อยไป 2.การอธิบายไม่พอทำให้ไม่เข้าใจเลยคิดว่าสู้ “มอเตอร์โชว์” หรือ “Electronic Expo” ก็ไม่ได้ หรืออาจด้วยเหตุผลอื่นๆก็ไม่ทราบเหมือนกัน อยากให้นายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ความสนใจบ้างครับจะได้ให้โอกาส BOI ประชาสัมพันธ์ผ่านทีวี โดย BOI ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านโฆษณามากเกินไป และอาจมีส่วนกระตุ้นให้คนไทยสนใจเทคโนโลยีระดับโลกมากขึ้นก็ได้ ช่วยๆกันปลุกระดมให้เกิดความสนใจกันหน่อยเถอะครับของดีที่มีประโยชน์แบบนี้ไม่ใช่จะมีโอกาสได้เห็นกันบ่อยๆนะครับ
ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นเสมือนภาคเศรษฐกิจย่อยหลักของประเทศ แต่ขาดการแสดงให้เห็นขีดความสามารถในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารและภาคการเกษตรที่ให้เกิดความน่าเชื่อถือในเรื่องอาหารปลอดภัยและอาหารอินทรีย์ซึ่งเป็นแนวโน้มความต้องการใหม่ของโลก ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารและแหล่งส่งออกอาหารที่สำคัญของโลก
ข้อเสนอแนะ
ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลุ่มอิเลคทรอนิคและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จนไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิตจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนเวลาและสภาพระดับการพัฒนาของประเทศ เช่นเดียวกับภาคสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทยในอดีต แต่ปัจจุบันกลับเป็นกลุ่มอิเลคทรอนิคส์และกลุ่มยานยนต์ ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนควรให้การสนับสนุนเพื่อการขยายกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของไทยมากขึ้น ซึ่งอยากนำเสนอเพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้
- อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับศิลปและวัฒนธรรมไทย เช่น อุตสาหกรรมภาพยนต์ไทยที่มีการส่งเสริมศิลปและวัฒนธรรม ภาพยนต์สารคดี ดนตรี เป็นต้น
- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการแพทย์ เช่น Bio-Engineering Technology, Stem Cell หรือ Genetic Therapy
- อุตสาหกรรม Soft Ware
- Foreign Technologists and Specialists สำหรับทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตาสหกรรมไทย
สรุป
งาน “BOI Fair” ได้แสดงถึงผลงานของ BOI ที่ผ่านมาว่าเกิดผลลัพภ์ต่อผลประโยชน์ของประเทศมากน้อยเพียงใด ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลของดุลการค้าระหว่างประเทศในช่วงระยะเวลาประมาณ 30 ปีและจากงานแสดงการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในอนาคตอันใกล้และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตที่เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ตลอดจนแสดงให้เห็นแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมีการผลิตที่สอดคล้องกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังทำให้เห็นภาพภาคการผลิตแนวคิดการผลิตเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยได้อย่างดี
ดร.สำราญ ภูอนันตานนท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสัมมาชีพ
เว็บไซต์ www.creativevill.com
link : http://www.creativevill.com/?p=4257












