วันพุธ, ๐๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ ๑๔:๔๕

“ปี 55” ทุกปี ต้องดีขึ้น

Written by 
Rate this item
(0 votes)

                             แม้ว่าอุทกภัยที่ผ่านมาจะคุกความเรา แต่มีผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่มีประสบการณ์ต่างก็มองเห็นเป็นแนวทางเดียวกัน ยังมี “โอกาส” อยู่ในวิกฤตเสมอ เช่นเดียวกับสองผู้บริหารเครือ  สหพัฒน์ ตระกูลโชควัฒนา คุณบุญเกียรติและคุณบุญสิทธิ์ คิดตรงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

                 MG_6451

             ผมพูดเป็นประจำว่า “ทุกปีต้องดีขึ้น” เชื่อว่าปีหน้าต้องดีกว่าปีนี้ ปกติแล้วประเทศไทยจะโชคดีกว่าประเทศอื่นเรื่อยๆ ประเทศอื่นมีปัญหา ประเทศไทยก็ยังดี และดีขึ้นอีก เวลาที่อื่นมีปัญหามักจะมีอานิสงส์ที่ดีมาที่ประเทศไทยโดยตลอดเลย แต่คนไทยส่วนมาก คิดว่าเวลาคนอื่นไม่ดี เราจะต้องไม่ดีตามประเทศเขา เป็นคนคิดลบ แล้วไม่ได้สังเกตว่าเราดี เวลาโชคดีเราก็รู้สึกว่าไม่ดี หลงไปว่าประเทศไทยไม่ดี ในเกือบทุกเรื่อง คนไทยชอบว่าตัวเอง เราไม่ได้ไปสัมผัสว่าคนประเทศอื่นแย่กว่าเราตรงไหน คนคิดบวกก็จะมองคนที่ดีด้วย แต่คนคิดลบจะเห็นแต่เรื่องลบๆ ของคนทุกคน แล้วก็บอกว่าอะไรๆ ไม่ดี แล้วพอเรื่องที่เรามองไม่เห็น ประเทศอื่นที่ไม่ดีกว่าเราตั้งเยอะแยะก็ไม่ไปดูเขา ที่สังเกตคือ เวลาที่ประเทศอื่นไม่ดี หรือมีนโยบายเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม เมืองไทยได้อานิสงค์ในแง่ดี คุณบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าว

              คุณบุญเกียรติยังได้กล่าวยกตัวอย่าง จีนพยายามที่จะทำสอนค้าไฮเทคมากขึ้น ผู้สั่งซื้อก็จะหันมาสั่งของในไทยมากขึ้น เพราะว่าสินค้าบางอย่างจีนไม่ยอมทำหรือย่างญี่ปุ่นมีสึนามิ เมืองไทยก็ได้อานิสงส์ เขาต้องเลิกผลิตโรงงานบางอย่างหาฐานหารผลิตใหม่ เมืองไทยก็เลยเป็นเป้าหมายแห่งใหม่ คนไทยก็นิสัยดี ญี่ปุ่น ฝรั่งก็ชอบ นอกจากนั้นยังมี infrastructure(ระบบสาธารณูปโภค) ที่แข็งแรงกว่า และยังมีชัยภูมิที่ดี เป็นประเทศภูมิศาสตร์ดี ไม่ถูล้อมรอบด้วยทะเล

              การเพิ่มค่าแรงเป็น 300 บาท เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจภายในประเทศตามความเห็นของคุณบุญเกียรติ “ยิ่งรายได้ประชากรดีขึ้น ก็ต้องทำให้สะพัดขึ้น การจับจ่ายต้องดีขึ้นประชาชนเป็นล้านๆ คนเงินเดือนขึ้นก็จะทำให้เศรษฐกิจในประเทสดีขึ้น เรื่องส่งออกก็ต้องแล้วแต่บริษัทนั้นๆ ว่าจะพัฒนาได้ดีหรือไม่ ถ้าพัฒนาดีอยู่แล้ว อาจจะค่าแรงเกิน 300 บาทแล้วด้วย ใครที่ยังไม่พัฒนาก็ต้องหาวิธีที่จะช่วยให้เราเจริญอยู่ได้ ไม่คิดแค่ว่ารอดได้ แต่ต้องเจริญในภาวะอย่างนี้ ต้องแข็งแกร่งได้ด้วย”

           “สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นในปีหน้า อยากทำธุรกิจใหม่ก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องคิดว่าตัวเองจะขับเคลื่อนบริษัทไปได้ ไม่ใช่ไปฝากชีวิตไว้กับรัฐบาล กับลูกน้องตนเองต้องให้เป็นตัวขับเคลื่อน และต้อง MG_2138มั่นใจว่าเราทำได้ด้วย ปัจจัยภายนอกก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ปัจจัยภายในที่สำคัญคือ ปัจจัยภายในของตัวคุณเอง ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด” คุณบุญเกียรติกล่าวแนะนำทิ้งท้าย

            คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา มองเมืองไทยในภาวการณ์ปัจจุบันว่า “เมืองไทยถ้าเทียบกับทั่วโลก เมองไทยดีกว่าที่อื่น เราได้รับผลกระทบจากภายนอกบ้าง แต่ไม่ใช่เมืองไทยเราแย่ ภายในเรายังดีกว่าที่อื่น เมืองไทยน้ำท่วม ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขึ้นมา เกษตรปีหน้าจะดี น้ำท่วมทุกครั้งน้ำท่วมเสร็จแล้วที่หน้าจะดี เท่าที่ผ่านมาน้ำก็คือเงิน เมืองไทยไม่เหมือนที่อื่น ทึกบ้านมีใต้ถุนสูง เตรียมให้น้ำเข้ามาอยู่แล้ว น้ำมีดีกว่าแล้ง ความเสียหายวุ่นวายมีอยู่บ้าง คนที่เก็บเกี่ยวยังไม่เสร็จ ไม่มีที่อยู่ก็เป็นไปได้ แต่เมืองไทยยังตายน้อยกว่าสึนามิ แผ่นดินไหว ไต้ฝุ่นพันผ่านอย่างนั้นอันตราย แต่เมืองไทยเดือดร้อนอย่างเดียว แต่เราไม่อดตายอย่างแน่นอน น้ำท่วมคือปุ๋ยที่จะเข้าไปอยู่ในนา ปีหน้าการเกษตรจะดีขึ้นแน่นอน อาจมีผลผลิตมากขึ้น และตอนนี้ตลาดโลกก็ขาดแคลนอาหารเสียด้วย”

           ด้านการค้าระหว่างประเทศ คุณบุณยสิทธิ์มองว่า โซนยุโรปกับอเมริกาไม่ดี แต่ว่าจีนกับเอเชียยังดีอยู่ เฉพาะเกาะใกล้ดีกว่าเกาะไกล ค้าขายจีน อาเซียน ในพื้นที่ที่ใกล้กว่า ดีกว่าและยังง่ายกว่า แต่คนไทยชินกับการค้าขายแบบก่อน และคิดว่าเขาแย่ เราจะแย่ตาม ทำไมเราไม่คิดว่า เขาแย่แล้วเรายิ่งดี

            “จริงๆ แล้ว SMEsเมืองไทยเข้มแข็ง รอให้ปรับปรุงอีก 1-2 ปี จะมี SMEs เมืองไทยที่เข็มแข็งขึ้นอีกเยอะเลย SMEs สามารถทำให้โกอินเตอร์ได้นะ โกอินเตอร์ง่ายกว่าความรู้ มาตรฐาน แต่ต้องปรับปรุงตัวเอง ต้องไปชน ชนแล้วจะรู้ ค่อยปรับตัว เรียนรู้ มาตรฐาน มีบวกมีลบ แต่บวกมากว่าลบ อยู่ที่มุมมอง ช้าเร็วต้องปรับตัว ทิศทางต้องไปอย่างนั้น คนที่ยังไม่ปรับตัวจะรู้สึกอึดอัด ถ้าเป็ด ACE ก็จะดี สมัยก่อนต่างคนต่างกันไว้ แต่พอเปิดออกมาอย่างกว้างขาวงขึ้น เราเคยอยู่บ้านเล็กๆ เราก็รู้สึกดี แต่พอเปิดใหญ่แรกๆ ก็ไม่ค่อยชิน ต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดเอง ภายในสำคัญกว่าภายนอก” คุณบุญสิทธิกล่าว

               คุณวิเชฐ ตันติวานิช ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ CEDIนักบริหารที่สวมหมวกสองใบทั้งการสร้างผู้ประกอบการและสร้างโอกาสเป็นพื้นที่ขายสำหรับผู้ประกอบการด้วยศูนย์การค้า ช้อปปิ้งมอลล์ หรือคอมมิวนิตี้มอลล์กว่า 30 แห่ง

 MG_3329   

           “เราดีลกับผู้ประกอบการเป็นพันๆ ราย เพราะว่าเราสร้างศูนย์การค้า ช้อปปิ้งมอลล์ ร้านค้าทั้งหลายที่อยู่กับเรา ล้วนเป็นผู้ประกอบการทั้งสิ้น ส่วนด้านมหาวิทยาลัยกรุงเทพตั้งขึ้นมามีแนวคิดว่า เราจะสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการในการที่จะเจริญเติบโตในเวลาอันสั้นลงในการที่จะเติบโต ด้วยการเพิ่มความรู้ให้กับเขาซึ่งเกี่ยวข้องกับ สยามฟิวเจอร์ ทำศูนย์การค้าชุมชน หรือ community mall ไม่ใช่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ เช่น เจเอเวนิว (ทองหล่อ) เอสพลานาท (รัชดา) มาร์เก็ต เพสส หรือว่านวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ด เรามีทั้งหมด 30 ศูนย์ ศูนย์ คนที่มาอยู่ศูนย์เรา เดิมทีจะเป็นร้านทำมาหากิน ตอนนี้กลายเป็นธุรกิจกันหมดแล้ว เปิดร้านอาหาร ร้านค้า พวกนี้คือผู้ประกอบการที่ต้องการเรียนรู้ ที่เราสอนจาก CEDI เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ของคนที่มาเรียน แล้วนำไปเป็นหลักในการบริหารผู้ประกอบการอยู่กับสยามฟิวเจอร์ ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ก็อาจจะต้องการความรู้เพื่อกิจการ” คุณวิเชฐกล่าว

ความรู้ใน 3 มุมมองที่เปิดสอนภายใต้ CEDIคือ

  1. 1.การจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาด้วยวิธีที่ถูกต้อง (start up business) สร้างโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้นมาก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก องค์ประกอบสำคัญ ประกอบด้วย Entrepreneurship หรือจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการก่อน โครงสร้างทางด้านบัญชี ภาษี การตั้งบริษัท แหล่งเงินมาจากไหน ต้องรู้ว่า opportunity ของตัวเอง หรือว่าตลาดของตัวเองอยู่ตรงไหน
  2. 2.ถ้าตั้งธุรกิจแล้ว จะขายาตัว จะขายาอย่างไรให้มันมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาสั้นกว่าคู่แข่ง ขยายอย่างไรให้เก่งกว่าคนอื่น โดยจะต้องมี Leadership skill เสียก่อน รู้เรื่อง Funding base รู้ว่าเงินส่วนนั้นมาจากไหนบ้าง รู้ฟอร์มหรือฟอร์แมตในการขยายรอบรู้เรื่อง global view point perspective โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ต้องรู้เรื่องการต่อรอง และเทคนิคการเจรจาต่อรอง การดูแลสังคม หรือ CSR
  3. 3.Trans-generational คือ หารโอนจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่ลูก หรือจากรุ่นสู่รุ่น ต้องมีประสิทธิภาพ การเปิดความแตกต่างทางความคิดระหว่างรุ่นใหญ่กับรุ่นเล็ก ทิศทางในปีหน้า คุณวิเชฐให้ความเห็นว่า “เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับนักธุรกิจ เนื่องจากว่าเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี กำลังซื้อถดถอย คนทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก นำเข้าก็จะเป็นปัญหา คนนำธุรกิจก็จะเห็นปัญหาทันที ความกังวลของนักธุรกิจโลกก็จะทำให้การจับจ่ายใช้สอยของคนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันกับการส่งออกนำเข้าก็จะระมัดระวัง consumption ก็จะดร็อป ของก็จะซื้อกันด้วยความระมัดระวัง ธุรกิจที่เปลี่ยนไปได้เลียงลำดับตามความจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้ทั่วไป แต่เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ จะเปลี่ยน ก็อาจจะคิดว่ายังไม่จำเป็น ไปซื้ออะไรที่มันเป็นของจำเป็นมาก่อนใช้ ทำหลังคา ซ่อมบ้าน ดีกว่าจะไปซื้อเก้าอี้ โซฟามาใหม่ หรือว่าโทรทันศน์ใหม่ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกับเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบ พอมีผลกระทบมาถึง ปีหน้าจะเป็นปีที่แกร่งก็จะยืนอยู่ได้”

           อย่างไรก็ตาม คุณวิเชฐยังมทองว่า ประเทศไทยคงไม่ได้โดนผลกระทบมากนัก เป็นเสมือนแค่พายุทอร์นาโด เปรียบเทียบประเทศไทยก็เหมือนนักกีฬาที่ฟิตมาก เวลามีเหตุการณ์ทุกคนโดนหมด แต่ความฟิต พอได้สติก็จะลุกขึ้นมาได้เร็วมาก “ผมมองว่าไทยจะฟื้นตัวได้เร็วเพราะว่ามีประสบการณ์ ฟิตมาก เราไม่ได้เป็นเซ็นเตอร์ของการพัง เรามีประสบการณ์ เราระมัดระวังมาตั้งแต่แรก เราเป็นประเทศมีดินแดน เราผลิตอาหาร ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ท้องหิวแน่นอน ใครจะไม่คบค้าสมาคม เราไม่อดตาย ไม่มีเงินไม่เป็นไร แต่มีของกิน เพราะฉะนั้นปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะน้อยกว่า”

          สำหรับผู้ที่เริ่มก็ยังมีโอกาสอยู่เพียงแต่สามารถเข้าไปในวงล้อมของวิกฤตการณ์ได้หรือไม่ “คนพึ่งเริ่ม เริ่มได้ แต่คุณเป็น entrepreneur หรือเปล่า เหมือนลุยเพลิงเข้าไป คุณมีความร้อนเข้ามาหาตัวคุณ คุณจะเห็นว่ามันลวกนิดหน่อย การเริ่มธุรกิจในช่วงวิกฤต มันมีโอกาสเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่ทุกโอกาสจะดี และไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ รู้ให้มากที่สุดว่า เมื่อฉวยโอกาสนั้นแล้ว จะได้อะไรกลับมา แต่ก็เตรียมในว่า ถ้ามันไม่ได้ ต้องมีเหมือน อาศัยดวงผสมนิ๊ดหน่อย เหมือนคนที่เคยทำธุรกิจ เมื่อเวลาธุรกิจแย่ ต้องออกมาขับแท็กซี่มาทำมาหากินเพื่อไปก่อน แต่วันหนึ่งอาจจะกลับไปเป็นเจ้าของธุรกิจ ด้วยการทำอู่แท๊กซี่ก็ได้”

          ช่วงเวลา “ตั้งตัว” เป็นช่วงเวลาที่ต้อง “ตั้งใจ” เหตุนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรู้หรือความสามารถเพียงพอ ก็จะสามารถที่จะขนขวายหามาให้ได้ ขณะเดียวกัน การเติมความรู้จากสถาบันต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย หรือแม้แต่คนทำธุรกิจอยู่แล้ว ก็น่าจะต้องมีไอเดียสร้างสรรค์เพื่อเติมเชื้อให้แก่ธุรกิจเช่นกัน

 

นิตยสาร SMEs ชี้ช่องรวย ปีที่ 8 ฉบับที่ 85 เดือน พฤศจิกายน 2554

 

มูลนิธิสัมมาชีพ : เลขที่ ๕๗๓/๘ ซอยรามคำแหง ๓๙ (แยกศรีวรา) ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ๑๐๓๑๐

ติดต่อมูลนิธิสัมมาชีพ โทรศัพท์ : ๐-๒๙๓๖๖๖๑๓  โทรสาร : ๐-๒๙๓๖-๖๖๑๔
Email : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Networks

  • ice cream
  • SME
  • ชี้ช่องทางรวย
  • ชุมทางอาชีพ
  • ตั้งตัว
  • Matichon Academy
  • ไม่ลองไม่รู้
  • เส้นทางทำมาหากิน
  • เส้นทางเศรษฐี
  • โอกาสธุรกิจแฟรนไชส์
  • LOGO SMEsPlus