
นายณรงค์ แรงกสิกร ประธานเครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่าเขาแม่กระทู้ กล่าวถึงการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยรูปแบบนั้นเริ่มขึ้นที่บ้านธารมะยม จากการรักษาป่า แต่เดิมนั้นเขาแม่กระทู้เป็นเขาหัวโล้นต้นไม้บนภูเขาถูกตัดโค่นไปหมด ต่อมาปี พ.ศ.2539 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ในขณะนั้น เข้ามาทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ประมาณ 13,000 ไร่ และหลังจากนั้นสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้เข้ามาช่วยจัดตั้งกลุ่มชาวบ้านเพื่อดูแลรักษาป่า
จากนั้นปี 2543 ป่าเริ่มฟื้นตัว ลำธารที่มาจากป่าเริ่มมีน้ำไหล หลังจากแห้งมานาน ชาวบ้านจึงเริ่มขึ้นไปทำฝายชะลอน้ำบนเขาเพื่อกักเก็บน้ำ และได้งบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ 25,000 บาท เพื่อทำฝายชะลอน้ำเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้
ประธานเครือข่ายฯกล่าวว่า เครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่าเขาแม่กระทู้ ได้ร่วมกันคิดและวางแผนจัดการระบบน้ำในพื้นที่ โดยสร้างฝายเล็กๆ ชะลอน้ำในหมู่บ้านทั้งหมด 6 ตัว และของบประมาณจากโครงการ SIP หรือโครงการลงทุนเพื่อสังคม ต่อท่อประปาจากภูเขาไปยังทุกบ้านกว่า 200 หลัง ทุกบ้านจะได้ใช้น้ำ โดยไม่ต้องไปรองน้ำประปามาใช้ โดยติดมิเตอร์น้ำที่บ้านทุกหลัง และเก็บค่าน้ำหน่วยละ 3 บาท ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 800,000 บาท
“เราใช้เงินจากโครงกา SIP ประมาณ 800,000 บาท ต่อท่อประปาจากภูเขาไปบ้านทุกหลังและติดมิเตอร์น้ำ เก็บค่าน้ำ 3 บาทต่อหน่วย บ้านหลังหนึ่งจะเสียค่าน้ำเดือนละประมาณ 30 บาท วัดกับโรงเรียนชุมชนจะให้ใช้ฟรี ส่วนฝายตอนนี้มีทั้งหมด 149 ฝาย ฝายที่อยู่บนเขาเป็นแรงงานชาวบ้าน และเราใช้วิธีให้คนที่มาดูงานการจัดการน้ำหมู่บ้านเรา ขึ้นไปสร้างฝายให้ด้วย”
ส่วนน้ำที่เก็บค่าการบริการคือ น้ำที่ใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค ส่วนน้ำที่ใช้ในการทำนานั้น จะใช้วิธีสร้างฝายชะลอน้ำจากลำธารเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ บางพื้นที่ที่อยู่ใกล้จากลำน้ำจะใช้วิธีขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำ ซึ่งตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา บ้านธารมะยมไม่เคยขาดน้ำ มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านสามารถทำนาได้ปีละถึง 3 ครั้ง บางครั้ง 2 ปี ได้ 7 ครั้งก็มี นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่ปลูกมันสำปะหลังด้วย ที่ใช้น้ำจากลำธาร
นอกจากการบริหารจัดการน้ำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ และทำไร่ทำนาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจและทำให้หลายพื้นที่ขอมาดูงานที่บ้านธารมะยมคือ กำไรที่ได้จากการจัดการน้ำ
นายณรงค์เล่าให้ฟังว่า เงินที่ได้จาการเก็บค่าน้ำจากชุมชนนั้น จะมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อใช้เป็นสวัสดิการด้านต่างๆ เช่น ทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน คนชรา ให้กู้ยืมเวลาที่มีบ้านใครมีคนเจ็บป่วยกะทันหัน ซ่อมแซมฝายท่อน้ำ และค่าใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์กับชุมชน ซึ่งจะมีการตกลงกันในที่ประชุม ทุกวันที่ 9 ของเดือน จะมีการประชุมหมู่บ้าน
“อย่างผมออกไปประชุมนอกอำเภอจะได้ 200 บาท ถ้าไปใกล้ๆจะได้ 100 บาท เราตกลงกันว่าเมื่อไปประชุมมาแล้วต้องกลับมารายงานให้ที่ประชุมรับรู้ว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง ทำให้ทุกคนอยากไปประชุม เพราะอยากจะรู้เรื่องกลับและไม่ได้ไปฟรี ได้ค่าเดินทางด้วย เวลามีจดหมายเชิญประชุม เราจะผลัดกันไปไม่มีใครเกี่ยง”
นอกจากเงินจากค่าน้ำแล้ว บ้านธารมะยมยังมีรายได้จากนาแปลงรวมของหมู่บ้านที่มีอยู่ 2 ไร่ ซึ่งนา 2 ไร่นี้ ใช้น้ำที่ล้นจากหอเก็บน้ำที่สร้างไว้ เพื่อพักน้ำที่เหลือจากการใช้สอย ทุกปีจะมีน้ำล้นออกมา น้ำที่ล้นนี้จะใช้ทำนา เป็นนาที่เป็นพันธุ์ข้าวแม่พันธุ์สามารถขายได้เกวียนละ 20,000 บาท เงินส่วนนี้จะเข้ากองทุนสวัสดิการของหมู่บ้าน และพันธุ์ข้าวบางส่วนชาวบ้านจะขอไปปลูก ซึ่งจะได้บ้านละ 1 ไร่ต่อปี ซึ่งรับประกันว่าปีนั้นเขาจะได้เงินจากการขายข้าว 20,000 บาท เราพูดคุยกัน แบ่งน้ำกันใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ ทำนา ใช้ในครัวเรือน ผลที่ได้กลับมาจะคืนไปสู่ชุมชน

ประธานเครือข่ายแม่วงก์ฯ กล่าวด้วยว่า ใครๆก็อยากได้น้ำเพื่อทำนาทั้งนั้น “ถามว่าอยากได้เขื่อนไหม ผมอยากได้ เพราะผมอยากได้น้ำ แต่ผมไม่อยากได้เขื่อนขนาดใหญ่ อยากได้แบบเล็กๆ ให้มีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพียงแต่ต้องมีการจัดการบริหารให้ดี จะมีน้ำให้ใช้ทั้งปี โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนใหญ่”
อย่างไรก็ตามความสำเร็จของหมู่บ้านธารมะยม เป็นต้นแบบที่ดี ซึ่งขณะนี้มีหมู่บ้านอีก 10 แห่ง ได้ดำเนินการการจัดการน้ำในรูปแบบเดียวกัน เช่น บ้านมอสวรรค์ บ้านวังชุมพร บ้านทุ่งรวงทอง บ้านถังแดง บ้านเขานางฟ้า บ้านใหม่ศรีนคร บ้านปางมะละกอ บ้านหินดาด บ้านทรัพย์มาก และบ้านปางชัย ในวันที่ 17 ของทุกเดือนคณะกรรมการของหมู่บ้านเหล่านี้ จะประชุมร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำ ว่าบ้านไหนมีปัญหาอะไร มีการให้คำปรึกษาแนะนำกัน
………………………………………….
วรลักษณ์ ศรีใย ที่มา ศูนย์ข่าว TCIJ












